Facebook

นโยบายคุกกี้

คุกกี้คืออะไร

คุกกี้เป็นไฟล์ข้อความขนาดเล็กที่จัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือของคุณ คุกกี้ไม่เป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณหรือความปลอดภัยของคุณ และไม่เกี่ยวข้องกับไวรัสแต่อย่างใด เมื่อเบราว์เซอร์ของผู้ใช้โหลดเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง เว็บไซต์จะส่งข้อมูลไปยังเบราว์เซอร์ซึ่งจะสร้างไฟล์ข้อความขึ้น ทุกครั้งที่ผู้ใช้กลับไปยังเว็บไซต์เดิม เบราเซอร์จะดึงข้อมูลและส่งไฟล์นี้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์ คุกกี้มีหลายฟังก์ชัน ซึ่งรวมถึงการรวบรวมข้อมูลและจดจำการตั้งค่าของผู้ใช้ การใช้ตะกร้าสินค้า และโดยทั่วไปแล้วจะอำนวยความสะดวกในการใช้งานเว็บไซต์ของผู้ใช้

วิธีการใช้งานคุกกี้ของเรา

เราใช้ Google Analytics ซึ่งเป็นบริการการวิเคราะห์เว็บที่บริการโดย Google Inc. (“Google”) โดยใช้คุกกี้ในการช่วยวิเคราะห์วิธีการใช้งานเว็บไซต์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของคุณในระบบของเรา

ข้อมูลที่สร้างโดยคุกกี้เกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์และIPของคุณจะได้รับการส่งผ่านไปจัดเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของGoogle Googleจะใช้ข้อมูลนี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการประเมินการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ รวบรวมรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมในเว็บไซต์สำหรับเรา และให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในเว็บไซต์และการใช้งานอินเทอร์เน็ต Google ยังอาจส่งผ่านข้อมูลนี้ไปยังบุคคลที่สามในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการดังกล่าว หรือในกรณีที่บุคคลที่สามประมวลผลข้อมูลนั้นในนามของ Google Googleจะไม่เชื่อมโยงที่อยู่IPกับข้อมูลอื่นใดที่ Google มีอยู่

Google จะได้รับเฉพาะรหัสผู้ใช้ โดยจะไม่ได้รับข้อมูลที่มีอยู่ในโปรไฟล์หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆของคุณ

หากฉันต้องการควบคุมสิทธิ์เกี่ยวกับคุกกี้ของฉัน จะเกิดอะไรขึ้น

Keep It ขอแจ้งให้คุณทราบว่าคุณยังสามารถปฏิเสธการใช้งานคุกกี้ได้ โดยการส่งอีเมลไปยังที่อยู่อีเมลต่อไปนี้: info@cre-th.com โปรดทราบว่าหากคุณดำเนินการดังกล่าว คุณจะไม่สามารถใช้ฟังก์ชันการทำงานของเว็บไซต์นี้ได้อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อใช้งานเว็บไซต์นี้ ถือว่าคุณยินยอมให้ Google ประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับคุณในลักษณะและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่อธิบายข้างต้น

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy)

Update : 27/05/2021

        บริษัท ซีอาร์อี (ไทยแลนด์) จำกัด หรือผู้ให้บริการภายใต้เครื่องหมายการค้า Keep It Self-Storage (“บริษัท”)  ยึดมั่นการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้ และตระหนักถึงการได้รับความไว้วางใจจากท่านที่ใช้เช่าและใช้บริการของบริษัท บริษัทเข้าใจดีว่าท่านต้องการความปลอดภัยในการทำธุรกรรมและการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

​​        ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญด้านการเคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัวของท่านและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน โดยได้กำหนดนโยบาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการดำเนินงานของบริษัทด้วยมาตรการที่เข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ท่านได้มั่นใจว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทได้รับจะถูกนำไปใช้ตรงตามความต้องการของท่านและถูกต้องตามกฎหมาย

  1. นโยบายฉบับนี้มีขึ้นเพื่ออะไร​​

นโยบายฉบับนี้ใช้เพื่อแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงวัตถุประสงค์และรายละเอียดของการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนสิทธิตามกฎหมายของท่านที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล

  1. ข้อมูลส่วนบุคคลอะไรบ้างที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผย

2.1 ข้อมูลส่วนบุคคล คือ ข้อมูลที่ทำให้สามารถระบุตัวตนของได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ได้แก่

2.1.1  ข้อมูลส่วนบุคคลที่ให้ไว้แก่บริษัทโดยตรง หรือให้ผ่านบริษัท หรือมีอยู่กับบริษัททั้งที่เกิดจากการเช่า ใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการ ติดต่อ เยี่ยมชม ค้นหา ผ่านช่องทางดิจิทัล เว็บไซต์ Call Center ผู้ที่ได้รับมอบหมาย หรือช่องทางอื่นใด

2.1.2  ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับหรือเข้าถึงได้จากแหล่งอื่น เช่น หน่วยงานของรัฐ  สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการทางการเงิน พันธมิตรทางธุรกิจ บริษัทข้อมูลเครดิต และผู้ให้บริการข้อมูล เป็นต้น ซึ่งบริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งอื่นต่อเมื่อได้รับความยินยอมตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่บริษัทมีความจำเป็นตามกรณีที่กฎหมายอนุญาต

ข้อมูลส่วนบุคคลของที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผย เช่น

2.1.3  ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ วันเดือนปีเกิด สถานภาพสมรส เลขประจำตัวประชาชน เลขหนังสือเดินทาง

2.1.4  ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน ที่อยู่ที่ติดต่อ (สำหรับกรณีต่างจากที่อยู่อาศัย) หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ไอดีไลน์

2.1.5  ข้อมูลทางการเงิน เช่น ชื่อธนาคาร เลขที่บัญชีธนาคาร ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม  รวมถึงรายการทรัพย์สิน ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเงินที่เช่า ใช้ผลิตภัณฑ์/หรือบริการ ค่าใช้จ่ายรายเดือน

2.1.6  ข้อมูลอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เช่น IP address MAC address Cookie ID

2.1.7  ข้อมูลอื่นๆ เช่น การใช้งานเว็บไซต์ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และข้อมูลอื่นใดที่ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

 

2.2 ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) คือ ข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายกำหนดเป็นการเฉพาะ ซึ่งบริษัทจะเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวต่อเมื่อบริษัทได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล หรือในกรณีที่บริษัทมีความจำเป็นตามกรณีที่กฎหมายอนุญาต โดยบริษัทอาจต้องเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลข้อมูลชีวภาพ (Biometric) เช่น ข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ข้อมูลจำลองม่านตา ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของท่าน

 

        (ต่อไปในนโยบายฉบับนี้หากไม่กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงจะเรียกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวที่เกี่ยวกับท่านข้างต้น รวมกันว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล”)

 

  1. บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเพื่อวัตถุประสงค์ใดบ้าง

3.1  เพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้เช่า ใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการของบริษัทได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และเพื่อการอื่นที่จำเป็นภายใต้กฎหมาย

3.1.1 เพื่อให้สามารถเช่า ใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการของบริษัทได้ตามความประสงค์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอยู่กับบริษัทหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอก่อนเช่า ใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการของบริษัท(Contractual Basis) เช่น

(1) การเสนอราคา ให้ข้อมูล ติดต่อหรือให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เช่า สถานที่ใช้บริการ สินค้า ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

(2) การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเช่า ใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการต่างๆ เช่น รับส่งเอกสาร สื่อสาร การประกาศ แจ้ง เพื่อดำเนินการให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเช่า ใช้ผิตภัณฑ์และ/หรือบริการต่างๆของท่าน

3.1.2 เพื่อปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือใช้บังคับ (Legal Obligation) เช่น

(1) การปฏิบัติตามคำสั่งของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย

(2) การปฏิบัติตามกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายการเช่า กฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายประกันวินาศภัย กฎหมายภาษีอากร  กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  กฎหมายการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง  กฎหมายคอมพิวเตอร์ กฎหมายล้มละลาย และกฎหมายอื่นๆ ที่บริษัทจำเป็นต้องปฏิบัติตามทั้งของในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงประกาศและระเบียบที่ออกตามกฎหมายดังกล่าว

 

3.1.3 เพื่อการดำเนินงานที่จำเป็นภายใต้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น โดยไม่เกินขอบเขตที่ท่านสามารถคาดหมายได้อย่างสมเหตุสมผล (Legitimate Interest) เช่น

(1) การบันทึกเสียงทาง Call Center การบันทึกภาพ CCTV  การแลกบัตรก่อนเข้าอาคาร

(2) การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น การจัดการข้อร้องเรียน การประเมินความพึงพอใจ การดูแลลูกค้าโดยพนักงานของบริษัท การแจ้งเตือนหรือนำเสนอผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการต่างๆ ประเภทเดียวกันกับที่ท่านมีอยู่กับบริษัทซึ่งเป็นประโยชน์กับท่าน

(3) การบริหารความเสี่ยง การกำกับตรวจสอบ การบริหารจัดการภายในองค์กร รวมถึงการส่งต่อไปยังบริษัทในเครือกิจการเดียวกันเพื่อการดังกล่าว ภายใต้นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเครือกิจการ (Binding Corporate Rules)

(4) การทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ (Anonymous Data)

(5) การป้องกัน รับมือ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดการกระทำการทุจริต ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญา (เช่น ข้อมูลล้มละลาย) การทำผิดกฎหมายต่างๆ (เช่น การฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือชื่อเสียง) ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของบริษัทในเครือกิจการ/ธุรกิจเดียวกันในการป้องกัน รับมือ ลดความเสี่ยงข้างต้น

(6) การเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของกรรมการ ผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตัวแทน ของลูกค้านิติบุคคล

(7) การติดต่อ การบันทึกภาพ การบันทึกเสียงเกี่ยวกับการจัดประชุม อบรม สันทนาการ หรือออกบูธ

(8) การเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์

(9) การรับ-ส่งพัสดุ

3.2 เพื่อให้ได้รับประโยชน์​จากการเช่า ใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการ ตามที่เลือกให้ความยินยอมไว้ เช่น

(1) เพื่อให้ได้รับการเช่า ได้รับผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการที่ดียิ่งขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล

(2) เพื่อให้ได้รับข้อเสนอ สิทธิประโยชน์พิเศษ คำแนะนำ และข่าวสารต่างๆ รวมถึงสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ

ทั้งนี้โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นการเช่า การใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือ การบริการ สิทธิประโยชน์ โปรโมชัน ข่าวสาร หรือกิจกรรมพิเศษของบริษัทเอง หรือของพันธมิตรทางธุรกิจ หรือของบุคคลภายนอกที่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทตามแต่กรณีที่ให้ความยินยอมไว้

 

  1. บุคคลซึ่งบริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่

4.1 บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ผู้อื่นภายใต้ความยินยอมหรือภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตให้เปิดเผยได้ โดยบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นผู้รับข้อมูลดังกล่าวจะเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามขอบเขตที่ได้ให้ความยินยอมหรือขอบเขตที่เกี่ยวข้องในนโยบายฉบับนี้

4.2 บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ผู้อื่นภายใต้ความยินยอมหรือฐานทางกฎหมายอื่นตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ เช่น ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ให้บริการภายนอก ตัวแทนของบริษัท ผู้รับจ้างช่วงงานต่อ สถาบันการเงิน ผู้สอบบัญชี ผู้ตรวจสอบภายนอก ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ผู้สนใจจะเข้ารับโอนสิทธิ และ/หรือผู้รับโอนสิทธิในธุรกรรมหรือการควบรวมกิจการต่าง ๆ ของบริษัท นิติบุคคลหรือบุคคลใดๆ ที่มีความสัมพันธ์หรือมีสัญญาอยู่กับบริษัท ซึ่งรวมตลอดถึง ผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน ที่ปรึกษาของบริษัทและของบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นผู้รับข้อมูลดังกล่าว

 

  1. นโยบายการโอนหรือส่งข้อมูลไปต่างประเทศ

5.1 บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบริษัทในเครือ/ธุรกิจเดียวกันที่อยู่ในต่างประเทศ หรือไปยังผู้รับข้อมูลอื่นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจตามปกติของบริษัทเช่น การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปเก็บไว้บน server/cloud ในประเทศต่างๆ

5.2 กรณีที่ประเทศปลายทางมีมาตรฐานไม่เพียงพอ บริษัทอาจพิจารณาดูแลการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และจะดำเนินการให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เห็นว่าจำเป็นและเหมาะสมสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความลับ เช่น มีข้อตกลงรักษาความลับกับผู้รับข้อมูลในประเทศดังกล่าว หรือในกรณีที่ผู้รับข้อมูลเป็นบริษัทในเครือ/ธุรกิจเดียวกัน บริษัทอาจเลือกใช้วิธีการดำเนินการให้มีนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและจะดำเนินการให้การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบริษัทในเครือ/ธุรกิจเดียวกันที่อยู่ต่างประเทศเป็นไปตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแทนการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้

 

  1. ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

6.1 บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ตามระยะเวลาที่จำเป็นในระหว่างที่เป็นลูกค้าหรือมีความสัมพันธ์อยู่กับบริษัท หรือตลอดระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องในนโยบายฉบับนี้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ต่อไปภายหลังจากนั้นหากมีกฎหมายกำหนดหรืออนุญาตไว้  เช่น จัดเก็บไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จัดเก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์ตรวจสอบกรณีอาจเกิดข้อพิพาทภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนดเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี

6.2 เมื่อล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น บริษัทจะลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุถึงตัวตนได้เมื่อหมดความจำเป็นหรือสิ้นสุดระยะเวลา

 

  1. การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้เป็นอย่างดีตามมาตรการเชิงเทคนิค (Technical Measure) และมาตรการเชิงบริหารจัดการ (Organizational Measure) เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม และเพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยบริษัทได้กำหนดนโยบาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้รับข้อมูลที่ได้รับไปจากบริษัทใช้หรือเปิดเผยข้อมูลนอกวัตถุประสงค์ หรือโดยไม่มีอำนาจหรือโดยไม่ชอบ และบริษัทจะได้จัดให้มีการปรับปรุงนโยบาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นระยะๆ ตามความจำเป็นและเหมาะสม  ทั้งนี้ ผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง ตัวแทน ที่ปรึกษา และผู้รับข้อมูลจากบริษัทมีหน้าที่ต้องรักษาความลับข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรการรักษาความลับที่บริษัทกำหนดขึ้น

 

  1. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในข้อนี้เป็นสิทธิตามกฎหมายที่ควรทราบ สามารถขอใช้สิทธิต่างๆ ได้ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย และนโยบายที่กำหนดไว้ในขณะนี้หรือที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต ตลอดจนหลักเกณฑ์ตามที่บริษัทกำหนดขึ้น และในกรณีมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือถูกจำกัดความสามารถในการทำนิติกรรมตามกฎหมาย สามารถขอใช้สิทธิโดยให้บิดาและมารดา ผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือมีผู้อำนาจกระทำการแทนเป็นผู้แจ้งความประสงค์

8.1 สิทธิขอถอนความยินยอม : กรณีที่ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมให้บริษัท เก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (ไม่ว่าจะเป็นความยินยอมที่ให้ไว้ก่อนวันที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใช้บังคับหรือหลังจากนั้น) มีสิทธิที่จะถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ตลอดระยะเวลาที่ข้อมูลส่วนบุคคลอยู่กับบริษัท เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธินั้นโดยกฎหมายหรือมีสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่ท่านอยู่

การถอนความยินยอมอาจส่งผลกระทบต่อการเช่า ใช้ผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการต่างๆ เช่น จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่นหรือข้อเสนอใหม่ๆ ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ดียิ่งขึ้น หรือไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์แก่ท่าน เป็นต้น เพื่อประโยชน์ของท่าน จึงควรศึกษาและสอบถามถึงผลกระทบก่อนเพิกถอนความยินยอม

8.2 สิทธิขอเข้าถึงข้อมูล : ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทและขอให้บริษัททำสำเนาข้อมูลดังกล่าวได้ รวมถึงขอให้บริษัทเปิดเผยว่าบริษัทได้ข้อมูลส่วนบุคคลมาได้อย่างไร

8.3 สิทธิขอถ่ายโอนข้อมูล : ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่บริษัทได้จัดทำข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบให้สามารถอ่านหรือใช้งานได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ และสามารถใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ รวมทั้งมีสิทธิขอให้บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ และมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเหตุทางเทคนิค

ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลต้องเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ให้ความยินยอมแก่บริษัทในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผย หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยเพื่อให้สามารถใช้และ/หรือบริการของบริษัทได้ตามความประสงค์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอยู่กับบริษัท

8.4 สิทธิขอคัดค้าน : ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของในเวลาใดก็ได้ หากการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของที่ทำขึ้นเพื่อการดำเนินงานที่จำเป็นภายใต้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น โดยไม่เกินขอบเขตที่สามารถคาดหมายได้อย่างสมเหตุสมผล หรือเพื่อดำเนินการตามภารกิจเพื่อสาธารณประโยชน์ บริษัทจะยังคงดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของต่อไปเฉพาะที่บริษัทสามารถแสดงเหตุผลตามกฎหมายได้ว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือเป็นไปเพื่อการยืนยันสิทธิตามกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือการต่อสู้ในการฟ้องร้องตามกฎหมาย ตามแต่ละกรณี

8.5 สิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล : ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ หากเชื่อว่าข้อมูลส่วนบุคคลของถูกเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือเห็นว่าบริษัทหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องในนโยบายฉบับนี้ หรือเมื่อได้ใช้สิทธิขอถอนความยินยอมหรือใช้สิทธิขอคัดค้านตามที่แจ้งไว้ข้างต้นแล้ว

8.6 สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล : ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้บริษัทระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลชั่วคราวในกรณีที่บริษัทอยู่ระหว่างตรวจสอบตามคำร้องขอใช้สิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลหรือขอคัดค้าน หรือกรณีอื่นใดที่บริษัทหมดความจำเป็นและต้องลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

8.7 สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูล : ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

8.8 สิทธิร้องเรียน : ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิร้องเรียนต่อผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากเชื่อว่าการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการกระทำในลักษณะที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

8.9 การใช้สิทธิของผู้เป็นนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกจำกัดภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีบางกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่บริษัทอาจปฏิเสธหรือไม่สามารถดำเนินการตามคำขอใช้สิทธิข้างต้นได้ เช่น ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล เพื่อประโยชน์สาธารณะ การใช้สิทธิอาจละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เป็นต้น หากบริษัทปฏิเสธ  คำขอข้างต้น บริษัทจะแจ้งเหตุผลของการปฏิเสธให้ทราบ

 

ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถดำเนินการขอใช้สิทธิต่างๆ ได้ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ ​

​​​

​​สิทธิ                       ช่องทางการขอใช้สิทธิ                ระยะเวลาดำเนินการ (วันทำการ)

สิทธิขอถอนความยินยอม                        อีเมล                                  7 วัน

​​​สิทธิขอเข้าถึงข้อมูล                                อีเมล                                  7 วัน

​​​​​​สิทธิขอถ่ายโอนข้อมูล                            อีเมล                                   7 วัน

สิทธิขอคัดค้าน                                        อีเมล                                   7 วัน

​สิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล             อีเมล/โทร                           7 วัน

สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล​                  อีเมล                                    7 วัน

​สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูล​                           อีเมล/โทร                            7 วัน

 

  1. ช่องทางการติดต่อบริษัทและเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตน รวมถึงการขอใช้สิทธิตามนโยบายฉบับนี้ โดยสามารถติดต่อบริษัทและ/หรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านช่องทางดังนี้ ใน

วันและเวลาทำการของบริษัท (เวลา 09.30 น. ถึง 17.00 น.) โทร. 02-275-5472

สถานที่ติดต่อ : บริษัท ซีอาร์อี (ไทยแลนด์) จำกัด 200 อาคารทศพล ชั้น 5 ห้อง 5บี ถนนรัชดาภิเษก แขวง/แขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อีเมล info@cre-th.com

TOP